|
ปัจจุบันสุนัขจรจัดเป็นปัญหาใหญ่สำหรับ
กทม.
มีการออกมาตรการมากมายมารองรับเพื่อควบคุมปริมาณที่มีกว่า
120,000 ตัว ไม่ให้
แพร่พันธุ์เพิ่มขึ้น
โดยวิธีที่เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการควบคุมปริมาณสุนัขจรจัดเหล่านี้
คือ
ต้องควบคุมวิธีการเลี้ยงสุนัขของประชาชน
ให้มีระเบียบปฏิบัติอย่างรัดกุม
เพื่อให้เกิดการดูแลเอาใจใส่สุนัขอย่างจริงจัง
ไม่ปล่อยให้สุนัขออกหากินเอง
จนกลายเป็นสุนัขจรจัดในที่สุด
ด้วยแนวคิดนี้ กทม.
จึงร่างระเบียบ กทม.
ว่าด้วยการควบคุมการเลี้ยงและปล่อยสัตว์
พ.ศ. 2545
ซึ่งออกตามข้อบัญญัติควบคุมการเลี้ยงและปล่อยสัตว์
ขณะนี้ร่างเสร็จแล้ว
อยู่ระหว่างการพิจารณาของนายสมัคร
สุนทรเวช ผู้ว่าฯ กทม.
หากได้รับการเห็นชอบลงนาม
ก็สามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษา
และมีผลบังคับใช้ทันที
ในเบื้องต้นได้ร่างระเบียบสำหรับการเลี้ยงสุนัขก่อน
เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ประชาชนในกรุงเทพฯ
นิยมเลี้ยงมากที่สุด
ซึ่งไม่มีการกำหนดจำนวนสุนัขที่เลี้ยงในแต่ละครัวเรือน
โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญดังต่อไปนี้
สุนัขต้องขึ้นทะเบียนและทำบัตรประจำตัวสุนัข
เช่นเดียวกับคน
ระเบียบดังกล่าว
ได้กำหนดให้เจ้าของสุนัขมีหน้าที่นำสุนัขไปขึ้นทะเบียน
ที่กองสัตวแพทย์สาธารณ สุข
หรือหน่วยงานเอกชนที่ได้รับมอบหมายจาก
กทม. ภายในกำหนด 1 ปี
นับตั้งแต่ กทม. ประกาศ
โดยนำเอกสารใบรับรองรูปพรรณสัณฐาน
ไปทำเครื่องหมายบนตัวสุนัขอย่างถาวร
ซึ่งในที่นี้หมายถึงการฝังไมโครชิปเข้าไปในตัวสุนัข
เพื่อบันทึกรายละเอียด
และทำบัตรประจำตัวสุนัข
ซึ่งเจ้าของจะต้องนำบัตรประชาชน
สำเนาทะเบียนบ้านที่สุนัขอาศัยอยู่
ใบรับรองที่ระบุการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
ซึ่งลงชื่อสัตวแพทย์ผู้ฉีดและใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์มาแสดงด้วย
หากมีการย้ายที่อยู่ของสุนัข
การเปลี่ยนเจ้าของ
ก็จะต้องยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงภายใน
30 วัน ถ้าสุนัขตายก็ต้องแจ้ง
หน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนภายใน
30 วัน
และกรณีสุนัขหายจะต้องแจ้งไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
เมื่อพบสุนัขแล้วก็ต้องแจ้งทันทีเช่นกัน
นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้สุนัขบางสายพันธุ์
อยู่ในกลุ่มสุนัขควบคุมพิเศษ
ได้แก่ 1. สุนัขสายพันธุ์
พิทบูลเทอเรีย (Pittbull Terria),
บูลเทอเรีย (Bull Terria),
สเตฟฟอร์ดเซียร์ เทอเรีย (Staffordshire
Terria) รวมทั้งสุนัขอื่นที่ กทม.จะประกาศกำหนด
2. สุนัขที่มีประวัติทำร้ายคน
คือพยายามทำร้ายคน
ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
และ 3.
สุนัขที่มีพฤติกรรมไล่ทำร้ายคนหรือสัตว์โดยปราศจากการยั่วยุ
การควบคุมวิธีการเลี้ยง
สาเหตุที่ประชาชนนิยมเลี้ยงสุนัขจำนวนมาก
ก็เพราะสุนัขเป็นสัตว์ที่แสนรู้
แต่กรรมวิธีการเลี้ยงอาจแตกต่างกันไป
บ้างก็เอาใจใส่อย่างจริงจัง
เสมือนเป็นสมาชิกของครอบครัว
แต่บางรายปล่อยปละละเลยจนสุนัขต้องออกหากินเอง
หรือออกไปก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ
และไล่กัดผู้อื่นจนบาดเจ็บ
โดยระเบียบได้
บังคับให้เจ้าของต้องเลี้ยง
สุนัขภายในบ้านตามทะเบียนบ้านที่ระบุไว้ในการขึ้นทะเบียนเท่านั้น
ต้องมีการให้น้ำและอาหารอย่างเพียงพอ
รับผิดชอบต่อความเป็นอยู่
โดยจัดสถานที่เลี้ยงดูให้เหมาะสม
ไม่คับแคบ หรือสกปรกจนเกินไป
พาไปพบสัตวแพทย์
เพื่อตรวจรักษาโรค เมื่อมี
อาการเจ็บป่วย
และเจ้าของต้องมีหน้าที่กำจัดสิ่งปฏิกูลอันเกิดจากสุนัขของตนในที่สาธารณะทันที
ในกรณีที่สุนัขก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ
เช่น ส่งเสียงดัง
และส่งกลิ่นเหม็นรบกวนจนก่อให้เกิดความรำคาญต่อผู้อื่นถือว่าเจ้าของต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกัน
การปล่อยปละละเลยสุนัข
หากเจ้าของไม่ประสงค์ที่จะเลี้ยงดูอีกต่อไป
เจ้าของต้องมอบสุนัข
พร้อมบัตรประจำตัวสุนัขให้กับบุคคลอื่นที่เต็มใจรับไปเลี้ยงดู
ส่วนเจ้าของใหม่ก็จะต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ภายใน
30 วัน
หากยังไม่สามารถหาผู้อุปการะได้จำเป็นต้องมอบสุนัขนั้นให้
กทม. เป็น
ผู้ดูแลและเสียค่าใช้จ่ายตามที่กำหนด
วิธีการนำสุนัขออกนอกสถานที่เลี้ยงดู
หากเจ้าของสุนัขต้องการนำสุนัขออกมาเดินเล่นภายนอกบริเวณบ้าน
หรือนำสุนัขออกมายังสถานที่สาธารณะ
จำเป็นต้องพกบัตรประจำตัวสุนัขตลอดเวลา
โดยเจ้าของต้องควบคุมสุนัขด้วยอุปกรณ์ที่แข็งแรง
เช่น เชือกหรือโซ่จูง
เพื่อป้องกันไม่ให้สุนัขไปทำร้ายผู้อื่น
และต้องแสดงบัตรทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่เรียกตรวจ
หากมีการตรวจพบสุนัขในที่สาธารณะโดยปราศจากการควบ
คุม
เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสุนัขเพื่อดำเนินการตามระเบียบได้
ส่วนในกรณีที่เป็นสุนัขควบคุมพิเศษ
เจ้าของจำเป็นต้องใส่อุปกรณ์ครอบปาก
และใช้สายลากจูงที่มีความยาวห่างจากตัวสุนัขไม่เกิน
50 เซนติเมตร
โดยผู้ที่นำสุนัขควบคุมพิเศษออกนอกสถานที่ต้องเป็นบุคคลที่มีอายุเกิน
15 ปีขึ้นไป
โดยเจ้าของสุนัขที่ไม่มีปฏิบัติตามถือว่ามีโทษตาม
พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535
มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
หากระเบียบว่าด้วยการควบคุมการเลี้ยงและปล่อยสัตว์บังคับใช้เมื่อใด
การเลี้ยงสุนัขของชาวกรุงเทพฯ
จะไม่ใช่เรื่องที่ทำกันอย่างฉาบฉวยอีกต่อไป
เพราะมีการกำหนดให้ขึ้นทะเบียนสุนัขตัวนั้นตั้งแต่เกิดจนตาย
เสมือนกับการทะเบียนประวัติของบุคคล
เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมสุนัขเมืองกรุงเลยทีเดียว
ในอนาคตจะเริ่มมีการออกระเบียบในการเลี้ยงสัตว์ประเภทอื่น
ๆ ตามมา ประกอบด้วย แมว โค
กระบือ ช้าง
และสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมสัตว์ป่า
จำนวน 5 ชนิด เมื่อถึงเวลานั้น
กทม.จึงจะสามารถเข้าควบคุมปริมาณสัตว์
การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ
และการหาผู้รับผิดชอบกรณีสัตว์นั้นก่อเหตุร้าย
ได้อย่างทันท่วงที
เพราะมีการขึ้นทะเบียนสัตว์
และผู้เป็นเจ้าของไว้โดยละเอียด
ได้แต่หวังว่า
บรรดาผู้มีใจรักสัตว์
จะหันมาเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงของตนมากขึ้น
และปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด
เพื่อสัตว์เลี้ยงของตนเอง
และประโยชน์ของสาธารณะ |