BARF

อาหารเป็นพื้นฐานสุขภาพที่ดีของสุนัข

การที่เราจะช่วยให้สัตว์เลี้ยงของเรานั้น มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงนั้น อาหารก็คือ หนึ่ง ในอีกปัจจัยที่มีผลสำคัญที่จะช่วยให้บรรลุถึงจุดที่หวังไว้ นั้นคือการที่สุนัขของเรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและอายุยืนนาน คำแนะนำต่อไปนี้ได้รับการพิสูจน์ จากคนส่วนใหญ่ ในเรื่องความประหยัด หรือผลลัพธ์ที่ได้หลังจากการให้อาหารสุนัขโดยยึดหลัก Raw and Meat Bone Diet เมื่อเทียบกับอาหารสุนัขสำเร็จรูปที่มีวางขายอยู่ตามท้องตลาด


วิธีการต่อไปนี้มันเป็นเรื่องที่ง่าย, ประหยัด และยังทำให้สัตว์เลี้ยงของคุณมีความสุขกับมัน

* มีน้ำดื่มที่สะอาดตลอดเวลา
* กระดูกติดเนื้อดิบๆ/ ปีกไก่/ ปลา/ โครงไก่ และอื่นๆ โดยคำนึงถึงความสดและสะอาดของวัตถุดิบ
* เศษอาหารทั้งที่สุกและดิบเช่นผักผลไม้ หรือธัญพืชอื่นๆขูด หรือปั่น ห้ามให้เศษกระดูกที่ผ่านกระบวนการปรุงอาหารมาแล้ว

-------------------------------------------------------------------

++ลูกสุนัขและลูกแมว++
โดยปกติแล้วลูกสุนัขหรือลูกแมวนั้น พออายุครบ 3 สัปดาห์จะเริ่มที่จะสนใจว่าอะไรคือสิ่งที่แม่ของพวกมันกินอยู่ หลังจากนั้น พออายุครบ 6 สัปดาห์ พวกมันจะสามารถกินซากไก่, กระต่าย หรือแม้กระทั่งปลาได้
เวลานี้ระหว่างช่วง 3-6 สัปดาห์นี้ อาจจะให้ไก่บดหรือสับละเอียดแก่ลูกสุนัขและลูกแมว ขั้นตอนนี้เปรียบได้กับการที่แม่สัตว์ป่า ทำการเคี้ยวและคายอาหารออกมาให้ลูกน้อยทาน โดยขนาดที่ให้แก่ลูกสุนัขนั้นเปรผันตามจำนวนลูกในแต่ละคอก หลังจากนั้นช่วงอายุระหว่าง 4-6 สัปดาห์ ฟันแท้จะขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยช่วงนี้ลูกสุนัข/แมวนี้ ต้องการอาหารที่อุดมสมบูรณ์ หรือเนื้อดิบๆติดกระดูกในขนาดที่พอเหมาะ
ลูกสุนัข/แมวนี้ จะไม่ทานอาหารมากเกินไป แต่จะแบ่งทานเป็นช่วงๆตลอดวัน
--------------------------------------------------------------------

++อาหารตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงในตระกูลกินเนื้อ++

*เนื้อสดติดกระดูก*
- ซากไก่หรือสัตว์ปีก เช่นโครงไก่, หัว, เท้า, คอ และปีก ฯลฯ เหมาะกับสุนัข/แมว
- ปลาทั้งตัวและหัวปลา
- เนื้อแพะ แกะ กวาง จิงโจ้ สามารถตัดแบ่งเป็นเนื้อและกระดูกชิ้นใหญ่
- ส่วนต่างๆของหมูเช่นเท้า ซี่โครง หัว ฯลฯ
Note: ทั้งหมดนี้ไก่จะเป็นชนิดที่เหมาะสมที่สุด ที่นำมาเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงเนื่องจากมีปริมาณกรดไขมันที่เหมาะสม หาง่าย ราคาถูก และไม่เสี่ยงต่อพวกพยาธิตัวแบน

*เครื่องใน*
ตับ, ไต, ไส้, หลอดลม, กระเพาะ, หัวใจ, ผ้าขี้ริ้ว ฯลฯ
---------------------------------------------------------------------
 

++คุณภาพ ปริมาณ และความสม่ำเสมอ++

สัตว์ป่าทุกชนิดทุกสายพันธ์ที่จะมีร่างกายแข็งแรงนั้น ต้องขึ้นอยู่กับอาหารที่มีคุณภาพที่เหมาะสม ในจำนวนที่พอดีและได้รับอย่างสม่ำเสมอ การที่พวกมันได้รับอาหารอย่างเหมาะสมนี้นอกจากสุขภาพดีแล้ว พวกมันยังจะมีสุขภาพฟันและช่องปากที่ดีอีกด้วย เพราะพวกมันจะทำความสะอาดฟันจากสิ่งที่มันกิน โดยการแทะ ฉีก ดึง

*คุณภาพ*
เหยื่อที่มีไขมันน้อย, ปลา, สัตว์ปีก นี้เป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดของสัตว์กินเนื้อ ถ้าต้องใช้เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงไว้ในฟาร์ม เช่นหมู วัว แกะ จำเป็นที่จะต้องระวังในเรื่องปริมาณไขมันที่มากเกินไป หรือขนาดกระดูกหรือชิ้นส่วนใหญ่เกินไปสำหรับสัตว์เลี้ยง เพราะอาจจะทำให้ฟันของสุนัขแตกได้ขณะขบกินกระดูกในช่อนที่แข็งและใหญ่เกินไป
อาหารสำหรับแมวนั้นจำเป็นที่จะต้องสดเสมอ ส่วนสุนัขสามารถกินอาหารที่สุกงอมและบางครั้งก็จะมีการฝังกระดูกไว้ในดินเพื่อกินในครั้งต่อไป (หมายเหตุ: การที่สุนัขฝังอาหารไว้ในดินนั้น ชี้ให้เห็นถึงการที่คุณให้อาหารจำนวนที่มากเกินไปสำหรับสุนัข ดังนั้นวิธีหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเช่นนี้ควรลดปริมาณอาหารลง เพื่อในได้ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับสุนัขแต่ละตัว)

*ปริมาณ*
การที่เราจะกะปริมาณอาหารให้แก่สัตว์เลี้ยงนั้นมันเป็นศิลปะมากกว่าวิทยาศาสตร์ เหมือนดังเช่นพ่อแม่ของพวกเรา เมื่อตอนเรายังเด็กเวลาพ่อแม่ป้อนข้าวป้อนน้ำนั้น การจัดการอาหารนั้นก็ไม่ได้พึ่งตารางสารอาหารอะไรเลย ดังนั้นคุณก็สามารถที่จะทำสำเร็จและได้ผลที่ดีสำหรับสัตว์เลี้ยงของคุณ โดยการให้ความใส่ใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่สัตว์เลี้ยงของคุณทำนั้นมีอะไรบ้าง อยู่ในระดับไหน แล้วความกระหายอยากที่จะกิน รวมทั้งสภาพร่างกาย ต่างๆ ดังเช่น ถ้าสัตว์เลี้ยงมีกิจกรรมเยอะได้ออกกำลังมาก และแสดงให้เห็นว่าหิวบ่อยๆ ก็หมายถึงว่าคุณจะต้องเพิ่มปริมาณอาหารมากขึ้นกว่าเดิม
ส่วนสภาพร่างกายนั้นมักขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อย่างเช่นรูปร่างโดยรวมทั้งหมด – อ้วนหรือผอมไปรึเปล่า – และความเงางามของขนก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะบอกเราได้ ให้ลองใช้นิ้วดึงผิวหนังสัตว์เลี้ยงขึ้นมาเพื่อดูความยืดหยุ่นของผิวหนัง. ลักษณะกล้ามเนื้อ หรือลักษณะซี่โครงว่าโผล่ออกมาให้เห็นชัดรึเปล่า ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำมาปรับใช้กับตัวคุณเองและสัตว์เลี้ยงว่าอ้วนรึผอมไปอย่างไร
ปริมาณอาหารที่ควรให้โดยคราวๆนั้น สุนัข/แมว ควรได้รับประมาณ15-20% ของน้ำหนักตัว ใน1 อาทิตย์ หรือ 2-3 % ต่อวัน สามารถคิดได้โดย โดยอัตราส่วนระหว่างเนื้อสดติดกระดูก กับพวกอาหารอื่นๆเช่นผักผลไม้ นั้นอยู่ 60 : 40 (แต่มีผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มเห็นว่าอัตราส่วนที่เหมาะสมควรเป็น 70: 30) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติเท่านั้น ไม่ใช่กฎตายตัวใดๆ
สำหรับสุนัขที่กำลังตั้งท้องหรืออยู่ในช่วงให้นมลูกนั้น อาจจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณอาหารมากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตามถ้าเป็นไปได้ ควรให้เนื้อและกระดูกในขนาดใหญ่เพียง 1 ชิ้นเพื่อที่พวกมันจะได้ดึง แทะ ฉีกได้เต็มที่ ซึ่งหมายถึงการบริหารเหงือกและทำความสะอาดฟันไปในตัว


*ความสม่ำเสมอ*
ปกติแล้วสัตว์ล่าเนื้อที่อยู่ในป่า ไม่สามารถมาตั้งเกณฑ์เวลาที่จะกินอาหารได้ แต่สำหรับสุนัข/แมวบ้านนั้น ในกรณีที่โตแล้ว ควรให้เพียง หนึ่งมื้อ ยิ่งถ้าอาศัยในประเทศที่มีอากาศร้อน แนะนำว่าควรให้เป็นมื้อเย็น
เนื่องจากสัตว์ป่านั้น ปกติแล้วจะไม่สามารถหาอาหารทานได้ทุกวัน ดังนั้น ในกรณีที่อาหารหมด อย่าพยายามออกไปซื้ออาหารสำเร็จรูป ควรงดอาหารสัตว์เลี้ยงแทน แล้วค่อยทดแทนอาหารสดในวันต่อไป
---------------------------------------------------------------------

++เศษอาหาร++
สัตว์ป่าที่กินเนื้อนั้นจะกินอาหารทุกชนิดในจำนวนเล็กน้อย, อาจเป็นพวกพักผลไม้ที่ย่อยแล้วในกระเพาะของสัตว์ที่มันล่ามาได้ แต่ในกรณีของเรานั้นเศษอาหารที่กล่าวถึงนี้จะเป็น ผักผลไม้ปอกเปลือก หรือเศษอาหารอื่นๆแต่ห้ามเป็นกระดูกที่สุกแล้วเด็ดขาด ยิ่งถ้าเอาผัก+ผลไม้ปั่นแล้วนั้น จะยิ่งช่วยในเรื่องการย่อยมากขึ้น
---------------------------------------------------------------------
++สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง++
•เนื้อสดที่ไม่มีกระดูกมากเกินไป — จะไม่สมดุล
• ผักสดมากเกินไป — จะไม่สมดุล
•กระดูกชิ้นเล็กๆ — เพราะอาจกลืนทั้งอันและติดคอได้
•กระดูกที่สุกแล้ว — เพราะมันแหลม แข็งและติดคอได้.
•แร่ธาตุ+วิตามินบางชนิด เช่นแคลเซี่ยม, วิตามิน A, E, D, K — ไม่สมดุลและก่ออันตราย
•อาหารสำเร็จรูป — นำมาซึ่งปัญหาเกี่ยวกับฟันและโรคต่างๆ
•อาหารที่เต็มไปด้วยแป้ง —เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน
•หัวหอมและช็อคโกแลต — เกิดพิษกับสัตว์เลี้ยง
•เมล็ดผลไม้ที่แข็งและแกนข้าวโพด — อาจติดคอ
•นม — ถ้าสุนัขไม่เคยทานอาจทำให้ท้องเสียได้

---------------------------------------------------------------------
++การดูแล++
- สุนัข/แมวแก่ ที่เคยชินกับการกินอาหารสำเร็จรูป ในช่วงแรกอาจจะปฏิเสธการกินอาหารได้
- สัตว์เลี้ยงที่มีปัญหาเรื่องฟัน หรือฟันไม่ค่อยมีอาจมีปัญหาในเรื่องการกินอยู่บ้าง
- ควรให้อาหารที่หลากหลายหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป เพราะถ้ากินอาหารชนิดเดียวอย่างเดียวนั้นจะทำให้ร่างกายไม่สมดุล
- ตับเป็นแหล่งอาหารที่ดี แต่ไม่ควรให้มากเกินอาทิตย์ละ 1 ครั้ง
- เครื่องในชนิดอื่นๆนั้น ไม่ควรให้มากกว่า 50% ของอาหาร
- ปลาเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับสัตว์กินเนื้อแต่ปลาบางชนิดควรระวังเช่นปลาคาร์ฟรึปลาในตระกูลปลานิล ที่มีเอมไซด์ทำลายวิตามิน บี1ได้
 

+B.A.R.F.+

BARF= Bones and Raw Food หรือ Biologically Appropriate Raw Food

ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวเหลือเกินสำหรับบางท่านในการที่จะเปลี่ยนการให้อาหารสุนัขมาเป็น BARF ดังนั้นเวปไซด์แห่งนี้เลยได้จัดตั้งขึ้นมา เพื่อเป็นข้อมูลเนื้อหา ข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงต่างๆในทางทีดีขึ้นสำหรับสุขภาพสุนัขของพวกเราที่ได้เปลี่ยนมายึดตามหลักการให้อาหารสดแก่สุนัข

คนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อผิดๆที่ว่า อย่าให้กระดูกไก่แก่สุนัข อย่าให้สุนัขกินอาหารดิบเพราะเดี๋ยวมันจะดุ ฯลฯ แต่คุณเคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ ว่าที่พูดมานั้นมันเป็นความจริงหรือไม่ และอย่างไร

แท้จริงแล้วในกระดูกไก่(ดิบ) นับเป็นอาหารชั้นเลิศคุณภาพ 5 ดาว สำหรับสุนัขของคุณเลยแหล่ะ เพราะมันมีสารอาหารในปริมาณที่พอเหมาะสำหรับสุนัขของคุณ ทั้งยังราคาก็มิตรภาพสำหรับคนงบน้อยเช่นเรา จริงๆแล้วกระดุกไก่ดิบนั้นอ่อนมากพอที่จะให้สุนัขนั้นขบเคี้ยวได้ง่ายสำหรับการย่อยในลำดับต่อไป สุนัขจะไม่สำลักกระดูกดิบๆ ซึ่งตรงกับข้ามกับกระดูกไก่ที่สุกแล้ว ซึ่งมันจะแข็ง,แหลม และสุนัขสามารถสำลักกระดูกหรือมีกระดูกติดคอได้ ซึ่งนั่นแหล่ะคือปัญหาที่คนทั่วไปเชื่อว่าอย่าให้หมากินกระดูกไก่!!! นอกจากนี้กระดูกที่สุกแล้วนั้นจะเสียคุณค่าอาหารที่เป็นประโยขน์สำหรับสุนัขของคุณอันเนื่องจากความร้อน

 

แล้วคำถามที่ว่ากระดูกไก่ (ที่สุก) นั้นสามารถทำอันตรายแก่สุนัขถึงตายได้หรือไม่? อืม...จริงๆแล้วเรื่องทุกเรื่องสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ใครจะรู้ว่าจำนวนของสุนัขที่เสียชีวิตเนื่องจากการกินอาหารสำเร็จรูปที่แฝงไปด้วยอันตรายกับจำนวนของสุนัขที่ตายเพราะสำลักเศษกระดูกไก่ อย่างไหนมันจะมีมากกว่ากัน?

แต่ถึงกระนั้นเถอะการให้อาหารสุนัขของคุณไม่ว่าแบบใดมันก็มีความเสี่ยงแฝงอยู่ด้วยทั้งนั้น รวมทั้งอาหารของคนที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ก็ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นไม่ว่าจะมีใครวิจารณ์การตัดสินใจของคุณไป แต่ตัวคุณเองและคุณคนเดียวนั้นแหล่ะที่จะตัดสินใจได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสุนัขที่รักของคุณ โปรดจงใช้วิจารณญาณคิดและเปรียบเทียบดูถึงประโยชน์และอันตรายทั้งหมดในทุกๆด้าน แล้วรวบรวมวิเคราะห์สิ่งต่างๆด้วยตัวคุณเองว่าอะไรคือสิ่งทีดีที่สุดและมีประโยชน์มากที่สุดสำหรับสุนัขของคุณ......
 

**สุดท้ายนี้ เนื้อหาที่ขอแนะนำเผื่อคุณต้องการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณานั้นมีดังต่อไปนี้

 

   Give your dog a bone

เรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงดูสุนัขอย่างง่ายๆ ให้มีอายุยืนยาวและประหยัดค่าอาหารตลอดจนรักษาสิ่งแวดล้อม

เมื่อ 30 ปีก่อน ไม่มีอาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ด เราจะเลี้ยงดูสุนัขด้วยกระดูกและเศษอาหาร หรืออาหารอื่นๆที่หาได้ง่ายๆ ราคาถูกจากตลาดใกล้บ้าน สุนัขก็มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และแทบไม่มีปัญหาเรื่องการเจ็บป่วย

เมื่อผู้เขียนเริ่มเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารสำเร็จรูป (ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยทำมาก่อน) ประมาณ 2 ปี ต่อมา สุนัขที่เคยสมบูรณ์แข็งแรงของผู้เขียน ก็เริ่มมีปัญหา แรกๆก้อเป็นเรื่องหยุมหยิม แต่ก็เห็นได้ไม่ช้าไม่นานก็ต้องมีปัญหาใหญ่ตามมาแน่นอน เริ่มด้วยเป็นโรคผิวหนัง, ตาแฉะ, ขนหยาบแข็ง, คันยุกยิกทั้งวัน, หูอักเสบ และต่อมทวารอักเสบ ขนเหม็นสาบ, ปากเหม็น, ฟันมีปัญหา, อึเหม็นมาก และมีพยาธิ จากนั้นต่อมาก็มีปัญหาผสมติดยาก และปัญหาเจริญเติบโตผิดปกติ

ก่อนนี้ผู้เขียนเป็นสัตวแพทย์ชนบท ซึ่งเราก็เลี้ยงสุนัขกันด้วยเนื้อกระต่าย กระดูกดิบๆ และอาหารเหลือที่เรากิน ในช่วงนั้น สุนัขของเราไม่เคยต้องถ่ายพยาธิหรือฉีดวัคซีนเลย การผสมก็ติดง่าย คลอดลูกง่าย และได้ลูกครอกใหญ่และแข็งแรงมาก

ในที่สุดก็พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ก็มีปัญหาประสบการณ์เดียวกันคือ พวกที่เลี้ยงสุนัขด้วยอาหารสำเร็จรูป สุนัขของพวกเขาก็จะมีปัญหามาก ส่วนพวกที่เลี้ยงสุนัขด้วยกระดูกและอาหารเหลือๆ สุนัขก็จะแข็งแรง

** ดังนั้นผู้เขียนจึงเปลี่ยนมาให้อาหารแบบธรรมชาติ คือ กระดูกติดเนื้อดิบๆเช่นเนื้อแกะ, ไก่, เศษอาหารเหลือ, เศษผักผลไม้, น้ำเกรวี่, ข้าว, มันบด, พาสต้า ฯลฯ บางครั้งก็มีไข่, ตับ, ไต, น้ำมันพืช, น้ำผึ้ง, บริวเวอร์ยีสต์, สาหร่ายทะเล, น้ำมันตับปลา และเสริมด้วยไวตามินบางชนิด หลังจากนั้นสุนัขของผู้เขียนเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้รับอาหารแบบธรรมชาติ คือไม่มีปัญหาผิวหนัง, ฟัน, ตา, การเจริญเติบโต, การผสมพันธุ์ และไม่มีพยาธิ อึก็ไม่มีกลิ่นเหม็น และปริมาณอึก็น้อย กลิ่นปากไม่มี ค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมาก เพราะค่าอาหารถูกลงและไม่ต้องสิ้นเปลืองค่ายารักษาโรคและยาถ่ายพยาธิ ฯลฯ

 วิธีเลี้ยงสุนัขที่ควรปฏิบัติ:
- ให้กระดุกติดเนื้อ (ดิบ) ประมาณ 60 %
- อีก 40% เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่คนรับประทาน และควรเป็นอาหารสด (ที่ไม่ได้ทำให้สุข) เช่น ผักผลไม้สด, นม, โยเกิร์ต, ไข่ ฯลฯ


เราต้องมาเริ่มคิดกันใหม่ว่า สุนัขคือ อะไร???

1. สัตว์กินเนื้อ (Carnivore): สุนัขเป็นสัตว์ที่ชอบกินเนื้อสัตว์อื่น ตามปกติมันจะต้องกินเครื่องในก่อน แล้วก็กินเนื้อ, กระดูก, และส่วนอื่นๆ
 ดังนั้น ทุกส่วนของสุนัขที่กินเข้าไป จะสามารถสร้างสมดุลได้ในระบบการย่อยของตัวสุนัขเอง

2. สัตว์กินพืช (Vegetarian): หมาป่าและสุนัขประเภทอื่นๆก็เป็นสัตว์กินพืชด้วย เมื่อหมาป่าฆ่าสัตว์ได้มันจะกินส่วนกระเพาะและลำไส้ก่อนอวัยวะส่วนอื่นๆ ในกระเพาะมักจะมีพวกหญ้าต่างๆและส่วนพืชอยู่เต็ม ตามปกติหมาป่าและสุนัขทั่วๆไป มักจะชอบผลไม้สดสุกๆ มันจะกินเป็นประจำคราวละครั้งมากๆ โดยนอนเฝ้ารออยู่ใต้ต้นนั้นเลยที่เดียว
ในช่วงสงครามโลกฝั่งทวีปยุโรป ว่ากันว่าพวกสุนัขทั้งหลายรอดตาย และมีลูกมีหลานสืบต่อกันมาได้ ก็โดยอาศัยอาหารจากเครื่องในของพวกแกะ และฝูงปศุสัตว์นั้นเอง และสุขภาพของพวกมันก็ดีมากในช่วงนั้น
 ดังนั้นผลไม้และผักหญ้าต่างๆควรจะเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่จะช่วยสร้างสมดุลในระบบย่อยของสุนัขได้
- ผลไม้ โดยทั่วไปจะกินดีที่สุดตอนช่วงที่สุกงอมเต็มที่
- ผัก+หญ้า ก็ควรผ่านการเคี้ยวบดให้ระเอียดเหมือนอย่างในกระเพาะของสัตว์ ต่างๆนั่นเอง

3. พวกเก็บขยะ (Scavenger): ถ้าคุณทิ้งสุนัขไว้กับถังขยะ ตามลำพังก็จะได้เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นคือ
หมาป่า มักจะเป็นผู้เก็บกินซากที่เหลือทิ้งของบรรดาสัตว์ที่ถูกล่า หรือตายในป่า แม้แต่ซากสัตว์ที่เป็นโรคตาย
สุนัขกินอึด้วย ซึ่งอึเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่มีกรดไขมันและไวตามินที่ละลายในไขมันหลายตัว เช่น ไวตามิน K, B และแร่ธาตุต่างๆอีกมากมาย รวมถึงสาร แอนตี้ - ออกซิแดนซ์ และเอนไซม์ตลอดจนเส้นใยอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
สุนัขที่กินอาหารสำเร็จรูปหลายตัว เราอาจพบเห็นว่า สุนัขเหล่านั้นต้องกินอึกเพื่อช่วยให้คงความสมดุลและสมบูรณ์ขึ้น
 ดังนั้น ถ้าเราไม่อยากให้สุนัขของเรากินอึ เราต้องให้อาหารที่มีส่วนประกอบและแร่ธาตุที่มีคุณค่าทางอาหารแบบที่มีอยู่ในมูลสัตว์ ให้สุนัขของเรากิน เช่น โยเกิร์ต, ผักสด, ไขมันไม่อิ่มตัว, บริวเวอร์ยีสต์, ข้าวกล้อง ฯลฯ


4. นักล่า (Hunter): สุนัขที่ชอบอาหารสดจากอวัยวะของเหยื่อ สุนัขจะกินทุกอย่างที่เคลื่อนไหว ตั้งแต่ยัง
เป็นลูกสุนัขก็จะเริ่มไล่จับ กินแมลง, มด, จิ้งจก หรือตัวอะไรที่คลานผ่านมา เมื่อโตขึ้น มันก็จะไลล่ากินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

5. นักฉวยโอกาส (Opportunitist): เมื่อสุนัขหิว มันจะกินทุกอย่างที่พบเห็นว่าสามารถกินเป็นอาหารได้ พวกสุนัขที่ชอบรื้อถังขยะกิน จะแข็งแรงกว่า สุนัขที่เลี้ยงอย่างดีด้วยอาหารเม็ดชั้นยอด เพราะเศษอาหารในถังขยะส่วนใหญ่จะเป็นพวกเศษผัก ผลไม้ เปลือกผลไม้, เศษกระดูก, เนื้อ, เครื่องในที่ยังดิบๆ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของสุนัข

6. นักกินทุกอย่างที่ขวางหน้า (Omnivore): อาหารที่คุณใช้เลี้ยงสัตว์ทุกชนิดในโลกได้ ก็สามารถใช้เลี้ยงสุนัขได้ทั้งนั้น สุนัขเป็นสัตว์กินทุกอย่าง โดยมีพื้นฐานเป็นสัตว์กินเนื้อ มันจึงมีรูปร่างและฟันแบบนี้ ส่วนคนมีฟันและรูปร่างแบบสัตว์กินพืช แต่ทั้งคนและสุนัขต่างก็มีระบบอวัยวะภายในที่สามารถกินได้ทุกอย่างเหมือนกัน

**********************************************************
สรุปได้ว่า: จะเลี้ยงสุนัขให้แข็งแรงสมบูรณ์ตามธรรมชาตินั้นจะต้อง
- สุนัขต้องกินกระดก และเนื้อสัตว์ที่ยังดิบ
- สุนัขต้องกินเครื่องใน ตับไต ไส้พุงดิบๆ
- สุนัขต้องกินผักหญ้า กินผลไม้ (แบบที่ถูกย่อยแล้วในกระเพาะอาหารของสัตว์อื่น) ที่บดละเอียด
- สุนัขต้องกินมูลสัตว์ กินอ้วก กินรก กินเนื้อเน่า (ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ หรือเจิร์ม) ซึ่งในที่นี้เราใช้บริวเวอร์ยีสต์และโยเกิร์ตแทน
- สุนัขต้องกินอาหารสดและดิบ
- สุนัขสามารถปรับสมดุลในอาหารที่กินเข้าไปได้เองตามเวลาที่เหมาะสม จึงไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่สมดุลทุกมื้อ
**********************************************************

*ข้อเสียของทำอาหารให้สุกแก่สุนัข*
• ทำลายวิตามินที่อยู่ในอาหาร โดยเฉพาะวิตามิน B และ C
• ทำลายเอนไซม์ – เนื้อเยื่อที่มีชีวิตต่างมีเอนไซม์ จำนวนมากมาย
เอมไซด์คือโปรตีนที่ทำหน้าที่ควบคุมปฏิกิริยาเคมีทั้งหมดในการดำรงชีพของสัตว์ และจะถูก ทำลาย โดยความร้อน
เอนไซม์ ที่อยู่ในอาหารดิบ จะช่วยทำหน้าที่ในการย่อยอาหารและช่วยยืดอายุ

• การทำลายเอนไซม์ ในอาหาร ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักเพราะต้องผลิตเอนไวม์เพื่อช่วยย่อยมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของกสรป่วยหลายๆโรคในสุนัข รวมถึงโรคตับอ่อนพิการ, ตับอ่อนอักเสบ, และเบาหวาน และยังเกี่ยวโยงไปถึงการขาดสาร Zinc (สังกะสี) โดยเฉพาะอาหารเม็ดของสุนัขในปัจจุบันนี้
• เอนไซม์ในอาหารทั้งหมด จะถูกดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดทันที่ที่เข้าสู่ร่างกาย มันก็จะทำหน้าที่ช่วยชะลอหรือแม้แต่หยุดกระบวนการทำลายในร่างกาย หรือที่เรียกว่า “Cross-linking” ซึ่งหมายถึง การะบวนการทำลายเนื้อเยื่อที่ทำให้เกิดการแก่ตัว ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น, เส้นเลือดแดงแข็งเปราะ, และเป็นกลไกอีกอันหนึ่งที่ทำให้โมเลกุลในยีนส์ถูกทำลาย อันเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งและการให้ลุกที่พิการ
• การทำอาหารสุนัขให้สุก คุณจะก่อปัญหาให้สุนัขของคุณในเรื่องกระบวนการแก่ตัว และปัญหาการผสมไม่ติด
• การทำอาหารให้สุกนี้ เป็นการทำลายกระบวนการชะลอการแก่ตามธรรมชาติ สิ่งที่ช่วยชะลอความแก่ มี่เรียกว่า แอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งมีอยู่ในอาหารดิบ จะถูกทำลาย และทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาเช่น มะเร้ง, โรคไต, โรคหัวใจ และข้อกระดูกอักเสบ ฯลฯ
• การทำอาหารให้สุก จะทำให้คุณค่าอาหารและปริมาณโปรตีนลดลง เป็นผลให้เกิดการสูญเสีย กรดอะมีโน 2 ชนิดคือ ไลซีน และเมธิโอนีน ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาการเจริญเติบโต, ปัญหาเกี่ยวกับกระดูก, ผิวหนัง, การตั้งท้อง, การผลิตน้ำนมของแม่สุนัข, สุขภาพร่างกายอ่อนแอ และภูมิต้านทานที่ลดลง
• การทำอาหารให้สุก จะทำให้เกิดสิ่งแปลกปลอมในอาหาร เนื่องจากบรรดาสารอาหารหลัก เช่น ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรท จะถูกแปรสภาพ โดยถ้ายิ่งสุกมาก ยิ่งแปรสภาพไปมาก ยิ่งเปลี่ยนแปรไปมาก ก็ยิ่งย่อยยากมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดร่างกายก็จะถือว่าโมเลกุลของสารอาหารที่เปลี่ยนไปนี้เป็นสารแปลกปลอม
• ขาดการออกกำลังและการทำความสะอาดฟัน โดยสุนัขที่กินอาหารสำเร็จรูป จะไม่รู้จักการขบเคี้ยว ดึงทึ้ง กัดฉีกอาหาร เลยขาดการออกกำลังกายในการกิน และฟันก็ไม่มีการทำความสะอาดจากการเสียดสีของอาหารเวลาดึงทึ้งอาหารดิบ ทำให้เกิดการสะสมของเศษอาหารในปาก และเกิดแบคทีเรียที่เป็นพิษผ่านเข้าร่างกาย
 

สารอาหารต่างๆที่สำคัญต่อสุนัข

Omega 6 (Fatty Acids)
– พบในน้ำมันพืช, ไขมันสัตว์ จากไก่ เป็ด และหมู
– อาหารที่ขาดสารนี้ จะทำให้มีปัญหาโรคผิวหนัง, การให้ลูก และการเจริญเติบโต
– แหล่งสาร Omega 6 ที่พบได้อีกหลายอย่าง เช่นใน น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันเมล็ดฝ้าย, น้ำมันดอกคำฝอย (ซึ่งมีมากเป็น 1 ½ เท่าของน้ำมันชนิดอื่นๆ), น้ำมันถั่ว มี ประมาณ 1/3 ของน้ำมันดอกคำฝอย, น้ำมันลีนสีดและน้ำมันมะกอกประมาณ 1/5 และ 1/6 ตามลำดับ, น้ำมัน ไก่,หมู มีประมาณ 1/3 ของน้ำมันดอกคำฝอย

Omega 3
– ถ้าขาดสารนี้ จะมีปัญหาด้านประสาทและการมองเห็น (Nervous & Vision) และปัญหา ความสามารถในการเรียนรู้ของลูกสุนัข
1.) ในสัตว์เพศผู้ ต้องการสารนี้ เพื่อกระตุ้นความอุดมสมบูรณ์ของน้ำเชื้อ
2.) หมาป่า ได้รับสารพวกนี้จาก มันสมอง, ลุกตา, ไข่ดิบ, มูลสัตว์ และพืชที่ผ่านการบดย่อยแล้วในกระเพาะ อาหารของเหยื่อที่ถูกมันล่าได้
– แหล่งที่มาของสารนี้หาได้ง่ายที่สุดคือ เนื้อปลาสด และน้ำมันปลา
– ** อาหารสุนัขสำเร็จรูป หรืออาหารที่ปรุงเองโดยขาดความรู้ ความเข้าใจมักจะขาดสารตัวนี้ นั่นเป็นสาเหตุให้สุนัขในสมัยนี้มีปัญหาเรื่อง ภูมิแพ้ต่างๆ มากมาย ทำให้เป็นโรคผิวหนัง, โรคข้อกระดูกฯลฯ
– อาหารจากพืชที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เมื่อกลั่นเป็นน้ำมันแล้วจะมีสาร Omega 3 ค่อนข้างสูง
1.) นอกจากนี้ยังมี ข้าวโอ๊ต, เห็ด , ถั่วอบ, ผักขม, กล้วย
– อาหารจากสัตว์ ที่มีสารนี้มาก คือ พวกตับแกะ และกระต่าย, เนื้อวัวไม่ติดมัน จะมีสารเหล่านี้มากกว่าเนื้อไก่
– น้ำมันตับปลา ไม่ควรใช้เป็นแหล่งสาร Omega 3 เพราะจะเสี่ยงต่อการได้รับวิตามิน A และ D มากเกินไป

วิธีการให้อาหารที่มีสาร Omega 6 และ Omega 3:- ให้อาหารจำพวก
1. เนื้อดิบ, กระดูกไก่, ไข่, มันสมอง, ตับแกะหรือกระต่าย, ผักใบเขียว, ข้าวโอ๊ต, เห็ด, ถั่วอบ, ผักขม และกล้วย โดยให้พร้อมน้ำมันพืชที่กล่าวมาข้างต้น
2. สำหรับน้ำมันพืช: น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันถั่วเหลืองให้สารทั้ง 2 อย่างใน ปริมาณที่สมดุลที่สุด

ความสำคัญของวิตามิน E
วิตามิน E จะช่วยไม่ให้เกิดการบูดเสียหรือเหม็นหืนของน้ำมันพืชที่เราให้สุนัขรับประทาน เพื่อสาร Omega ทั้ง 2 โดยน้ำมันที่คุณใช้เป็นอาหารสุนัข ต้องเก็บไว้ในขวดที่มีฝาปิดสนิท อากาศไม่สามารถเข้าไปได้ โดยเก็บไว้ในที่มืด จะรักษาคูณภาพได้ดีที่สุด และไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำน้ำมันที่ใช้แล้วมาให้สุนัขกิน ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุนัขเป็นอย่างมาก
***เพราะฉะนั้น ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือให้ไขมันดิบ (แข็ง) เช่นไขมันหมู, ไขมันวัว, ไขมันไก่

โปรตีน
โปรตีนและไขมัน นอกจากจะเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญแล้วยังทำหน้าที่สร้างเสริมโครงสร้างพื้นฐานของร่างกาย เราจึงจำเป็นต้องให้อาหารทีมีโปรตีนสูงขึ้นในช่วงกำลังเจริญเติบโต มากกว่าช่วงที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ซึ่งเป็นช่วงสุนัขหยุดการเจริญเติบโตแล้ว ยกเว้น เมื่อสุนัขกำลังตั้งท้องและเมื่อแม่สุนัขกำลังอยู่ในช่วงกำลังให้นม
โปรตีน มีวิธีการทำงานเช่นเดียวกับโมเลกุลที่สำคัญคือ
*** เอนไซม์ เป็นโมเลกุลที่พบในทุกเซล ทุกส่วนของร่างกาย มีหน้าที่ทำให้กระบวนการปฏิกิริยาเคมีพื้นฐานในร่างกายดำเนินไปได้อย่างถุกต้องตามขั้นตอยที่ควรเป็นไปตามปกติ
ไขมัน ที่ประกอบด้วยกรดไขมันสำคัญที่ร่างกายต้องการ สุนัขจึงต้องได้รับอาหารประเภทนี้พร้อมกับโปรตีน
โปรตีน เป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วย กรด อะมิโน นับพันซึ่งในจำนวนเหล่านั้นมีกรด อะมีโน ที่มีความสำคัญต่อร่างกายมาก ซึ่งร่างกายของสุนัขไม่สามารถผลิตได้เอง ดังนั้นจึงมีความสำคัญมากที่จะต้องให้อาหารที่มีสมดุลถูกต้องของกรดอะมิโน ไม่ใช่ให้แต่อาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูงเพียงอย่างเดียว

คุณภาพของโปรตีน:- ประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ 2 อย่างคือ
1. การมีหรือไม่มี กรดอะมิโนที่สำคัญ
2. ความสามารถในการถูกย่อยและถูกดูดซึม ได้ดีแค่ไหน

**ตัวอย่างง่ายๆของโปรตีนคุณภาพต่ำ คือโปรตีนที่อยู่ในอาหารสำเร็จรูปและอาหารที่ทำจากธัญพืชอย่างเดียว ซึ่งขาดทั้ง อะมิโนที่สำคัญ และทั้งยังย่อยยากด้วย

โปรตีนคุณภาพดี จะพบในอาหารหลายอย่าง เช่น เนื้อ ไข่ เนยแข็ง และนม และทำให้สมดุลด้วยธัญพืชเช่น ถั่วอบ
การขาดโปรตีน มีผลให้การเจริญเติบโตไม่ดีเท่าทีควร, ผสมไม่ติด, โลหิตจาง, ขนไม่ดี, กล้ามเนื้ออ่อนแอ, ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง, การเจริญเติบโตของกระดูกและโครงสร้างไม่ถูกต้องจะเห็นได้ชัดในลูกสุนัขที่กำลังเติบโตและกินอาหารสำเร็จรูปคุณภาพต่ำ
สุนัขในสมัยนี้ที่กินอาหารสำเร็จรูป จะมีปัญหาโปรตีนสูงและสะสมในร่างกาย เพราะกินอาหารเหมือนกันทุกมื้อ ไม่มีการปรับสมดุล ดังนั้นควรให้อาหารสุนัขในแต่ละมื้อแตกต่างกันไป โดยบางมื้อให้โปรตีนต่ำ