เรื่องควรรู้...ขณะสุนัขตั้งท้อง

เรื่องควรรู้...ขณะสุนัขตั้งท้อง
น.สพ.ศักดิ์ชัย เรือนเพชร

สัปดาห์ที่ 1

พัฒนาการของลูกสุนัข
• 
เกิดการปฏิสนธิระหว่างไข่ (Ovum) ของแม่สุนัขกับตัวอสุจิของพ่อสุนัข
•  ตัวอ่อนระยะเอ็มบริโอ (Embryo) แบ่งตัวเป็น 2 เซล บริเวณท่อนำไข่ (Oviduct)
•  ในระยะนี้ตัวอ่อนมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกที่เข้ามากระทบต่อตัวแม่สุนัขได้ไม่มากนัก
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  ในสุนัขบางตัวอาจพบอาการแปลกๆที่ไม่เคยพบมาก่อนเราเรียกอาการนี้ว่า อาการแพ้ท้อง

การดูแลแม่สุนัข
• 
การให้อาหารแก่แม่สุนัขจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
•  สอบถามสัตวแพทย์เกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่ได้ให้แก่แม่สุนัขโดยเฉพาะยาต่างๆ ซึ่งอาจเกิดปัญหาแก่ลูกสุนัขในท้องได้
•  ห้ามใช้ยากำจัดแมลงเช่น ยากำจัดเห็บหรือหมัดในช่วงเวลานี้
•  ห้ามให้วัคซีนเชื้อเป็นแก่แม่สุนัขเด็ดขาด

 

สัปดาห์ที่ 2 ( วันที่ 8-14)

พัฒนาการของลูกสุนัข
  ต้นสัปดาห์ ตัวอ่อนระยะเอ็มบริโอจะแบ่งตัวเป็น 4 เซลและช่วงท้ายสัปดาห์พบว่าเอ็มบริโอแบ่งตัวถึง 64 เซล
•  เอ็มบริโอเดินทางเข้ามาสู่มดลูก (uterus) ของแม่สุนัข
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  อาจพบอาการแพ้ท้องในสุนัขบางตั

การดูแลแม่สุนัข
  ดูแลต่อเนื่องจากสัปดาห์แรก

 

สัปดาห์ที่ 3 ( วันที่ 15-21)

พัฒนาการของลูกสุนัข
• 
เกิดการฝังตัวของเอ็มบริโอบริเวณมดลูกของแม่สุนัขในวันที่ 19
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสัปดาห์ที่ก่อน

การดูแลแม่สุนัข
• 
ดูแลต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ 2

 

สัปดาห์ที่ 4 ( วันที่ 22-28)

พัฒนาการของลูกสุนัข
  มีการเจริญของตาและไขสันหลัง ตัวอ่อนในระยะนี้เรียกว่า ฟีตัส (Fetus)
•  ลักษณะของตัวอ่อนมองดูคล้ายก้อนอุจจาระ
•  ฟีตัสมีขนาด 5-10 X 14-15 มม .
•  เกิดขบวนการสร้างอวัยวะต่างๆในช่วงนี้หากมีผลกระทบที่มีต่อฟีตัสอาจทำให้เกิดความผิดปกติหรือความพิการได้
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  อาจพบสิ่งคัดหลั่งสีใสไหลออกมาจากช่องคลอด
•  เต้านมเริ่มมีการพัฒนาขยายใหญ่ขึ้นในระยะนี้

การดูแลแม่สุนัข
  ตั้งแต่วันที่ 26 ขึ้นไป การคลำบริเวณช่องท้องของแม่สุนัขอาจจะทำนายผลการตั้งท้องว่าตั้งท้องหรือไม่ได้ หรืออาจให้สัตวแพทย์ยืนยันการตั้งท้องโดยใช้วิธีการอัลตร้าซาวด์ (ultrasound)
•  ในระยะนี้ระมัดระวังการกระทบกระแทกอันเนื่องมาจากการกระโดด การวิ่งเป็นระยะทางไกลๆหรือการเล่นที่รุนแรง
•  ควรเพิ่มเนยแข็ง (Cheese) หรือไข่ต้มสุกประมาณ 1/4 ถ้วย ในอาหารแม่สุนัขในแต่ละวัน

 

สัปดาห์ที่ 5 ( วันที่ 29-35)

พัฒนาการของลูกสุนัข
• 
ขบวนการสร้างอวัยวะ (Organogenesis) จะมีการสร้างจนมีอวัยวะครบในช่วงเวลานี้
•  ลักษณะของฟีตัสมองดูคล้ายสุนัขมากขึ้นมีขนาด 18-30 มม .
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  พบการบวม - ขยายใหญ่บริเวณช่องท้องอย่างเห็นได้ชัด น้ำหนักตัวจะเพิ่มสูงขึ้น

การดูแลแม่สุนัข
• 
เพิ่มจำนวนอาหารที่ให้ขึ้นเล็กน้อยและควรเปลี่ยนเป็นอาหารสูตรที่ใช้เลี้ยงลูกสุนัข
•  หากให้อาหารวันละ 1 มื้อ ควรจะเพิ่มมื้อพิเศษให้อีก 1 มื้อ หากให้วันละ 2 มื้อ ควรเพิ่มจำนวนอาหารให้อีกเล็กน้อยในแต่ละมื้อ
• 
ในแต่ละวันควรให้วิตามินรวมเสริม

 

สัปดาห์ที่ 6 ( วันที่ 36-42)

พัฒนาการของลูกสุนัข
  ระยะนี้จะพบว่าเกิดการสร้างสีบริเวณผิวหนังขึ้น
•  เมื่อใช้หูฟัง (stethoscope) ฟังเสียงหัวใจจะพบเสียงเต้นของหัวใจของฟีตัส
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  หัวนมมีการขยายใหญ่และมีสีคล้ำขึ้น
•  ช่องท้องมีขนาดใหญ่ต่อเนื่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การดูแลแม่สุนัข
• 
เพิ่มเนยแข็งหรือไข่ต้มสุกในอาหารแม่สุนัขทุกวัน
•  เพิ่มจำนวนอาหารให้แก่แม่สุนัขในมื้อพิเศษ
•  ฝึกให้แม่สุนัขอยู่ในบริเวณที่เตรียมไว้สำหรับการคลอด

 

สัปดาห์ที่ 7 ( วันที่ 43-49)

พัฒนาการของลูกสุนัข
• 
การเจริญเติบโตและพัฒนาการจะมีอย่างต่อเนื่อง
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  ขนบริเวณส่วนท้องจะเริ่มมีการหลุดร่วง
•  แม่สุนัขจะเริ่มมองหาจุดที่จะทำการคลอด

การดูแลแม่สุนัข
  ในแม่สุนัขบางตัวควรระมัดระวังเรื่องการกระโดด
•  เพิ่มจำนวนอาหารอีกเล็กน้อยให้ทั้ง 2 มื้อ
•  พิจารณาการทำ X-ray เพื่อตรวจดูจำนวนและขนาดของลูกสุนัขในท้อง

 

สัปดาห์ที่ 8 ( วันที่ 50-57)

พัฒนาการของลูกสุนัข
• 
สามารถตรวจพบการเคลื่อนไหวของฟีตัสในขณะที่แม่สุนัขนอนพักได้
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  เมื่อบีบบริเวณหัวนมอาจพบว่ามีน้ำนมไหลออกมา

การดูแลแม่สุนัข
• 
ให้อาหารเพิ่มอีกในระหว่างมื้อปกติ

 

สัปดาห์ที่ 9 ( วันที่ 58-65)

พัฒนาการของลูกสุนัข
• 
การเจริญเติบโตและพัฒนาการจะมีอย่างต่อเนื่อง
•  การเปลี่ยนแปลงของแม่สุนัข
•  พบพฤติกรรมการทำรังของแม่สุนัขให้เห็น
อุณหภูมิของร่างกายจะอยู่ที่ประมาณ 100.2-100.8 ? F หากอุณหภูมิลดลงไปอยู่ที่ 98-99.4 ? F คาดการณ์ได้ว่าลูกสุนัขจะออกมาภายใน 24 ชั่วโมง

การดูแลแม่สุนัข
• 
วัดอุณหภูมิและจดบันทึกวันละ 3 ครั้ง ร่วมกับการดูแลอย่างใกล้ชิด

 

•  ต้องให้ลูกสุนัขทุกตัวได้ดูดนมน้ำเหลืองที่ได้จากแม่สุนัขอย่างเต็มที่ภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด

•  สิ่งคัดหลั่งที่ออกมาจากช่องคลอดควรจะมีสีแดง - แดงน้ำตาล ( อาจพบมีสีเขียวในวันแรกหลังคลอดถือว่าปกติ ) ถ้าหากพบสีดำควรไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน

•  5-6 ชั่วโมงภายหลังที่ลูกตัวสุดท้ายเกิด ควรพาลูกสุนัขและแม่สุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและตรวจสอบว่าไม่มีลูกสุนัขหรือรกค้างอยู่ในตัวแม่สุนัข